ทำความรู้จัก Elliott Wave ทฤษฎีที่เปลี่ยนวงการเทรดไปตลอดกาล

Ralph Nelson Elliott ได้คิดค้นและพัฒนาหนึ่งในหลักการเทรดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย จากนามสกุลเทรดเดอร์หลายๆ คนคงคาดเดาได้แล้วว่าหลักการที่ว่านั้นคืออะไร ถูกต้องแล้วครับ! ทฤษฎี Elliott Wave ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการวิเคราะห์กราฟเทคนิคนั่นเอง โดยทฤษฎีดังกล่าวนำมาใช้ในการพิจารณาการเคลื่อนไหวของราคาที่มีลักษณะการขึ้นๆ ลงๆ คล้ายลูกคลื่น จากพฤติกรรมการเทรดซ้ำๆ ของนักเทรด Forex โดยในบทความนี้ ท่านจะได้เรียนรู้หลักการสำคัญของทฤษฎี Elliot Wave แบบละเอียด!

เรียนรู้ Elliott Wave จับทิศทางทำกำไร

มาเรียนรู้หลักการทำงานของ Elliott Wave รวมไปถึงประโยชน์ของ Elliott Wave ในตลาดการเทรดกันเถอะครับ

ทฤษฎี Elliott Wave คืออะไร?

ตอนที่ Ralph Nelson Elliott คิดค้นทฤษฎีนี้ขึ้นมา เขาไม่เพียงต้องการมองภาพรวมความเคลื่อนไหวของราคาเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อระบุลักษณะการเคลื่อนไหวแบบลูกคลื่นที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ โดยสามารถใช้ศึกษาได้ทั้งราคาหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆ และยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์ยังใช้ Elliott Wave ในการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อคาดการณ์สภาวะของตลาดอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือ ขายมากเกินไป (Oversold) ก็ตาม

เมื่อเทรดเดอร์สังเกตเห็นแนวโน้ม (Trend) ที่มาพร้อมกับโอกาสในการทำกำไร เราเรียกจังหวะนั้นว่า "Riding wave" โดยลักษณะของคลื่นนั้นมีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและพฤติกรรมการเทรดที่แตกต่างกันไป ลองนึกภาพนักอสังหาริมทรัพย์ที่พยายามหาสัญญาจำนองที่ดินใหม่ๆ ที่มีตำแหน่งดีกว่าเดิม ผู้เชี่ยวชาญเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "Refinancing wave" ซึ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าจริงๆ แล้วรูปแบบ Elliott Wave เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา มากกว่าที่จะใช้เพื่อคาดการณ์ราคาหรือพฤติกรรมของตลาด

แม้ว่าลักษณะของคลื่นนั้นจะมีรูปแบบที่ต่างกัน แต่รูปแบบเหล่านั้นมีหลักการสำคัญเดียวกันที่ท่านควรพิจารณา ได้แก่:

  • ทฤษฎี Elliot Wave เป็นเพียงหลักการหนึ่งที่ต้องอาศัยการใช้เครื่องมือวิเคราะห์เชิงเทคนิคอื่นๆ มาช่วย เพื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวของราคาในระยะยาวที่ทำให้เกิดอารมณ์ของตลาด หรือการตัดสินใจของนักลงทุน
  • หลักการนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบคลื่น 2 รูปแบบหลักๆ ได้แก่ Corrective wave (เพื่อเริ่มแพทเทิร์น) และ Impulse wave (คลื่นตรงข้ามหรือสวนกับเทรนด์ที่ใหญ่กว่า)
  • คลื่นรูปแบบอื่นๆ แปรเปลี่ยนไปตามหลักการของคลื่น 2 รูปแบบหลักที่ได้กล่าวมาก่อนหน้า

ก่อนจะไปเรียนรู้หลักการทำงานของทฤษฎี Elliott Wave อย่างละเอียด ลองไปสำรวจที่มาที่ไปของทฤษฎีนี้กันก่อนนะครับ

ความเป็นมาและวิวัฒนาการของทฤษฎี Elliott Wave

ทุกท่านคงทราบกันดีแล้วว่าทฤษฎีนี้ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาโดย Ralph Nelson Elliott ในปี ค.ศ. 1930 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ Elliott อยู่ว่างๆ หลังเกษียณอายุ เขาจึงใช้เวลาว่างเหล่านั้นในการคิดค้นทฤษฎีลูกคลื่นดังกล่าว

หลังจากทำการศึกษา กราฟหุ้น หลากหลายรูปแบบเพื่อศึกษาความเคลื่อนไหวของราคาในหลายๆ ช่วงเวลาและ timeframe แล้ว ในที่สุด Elliott ก็สามารถคิดค้นทฤษฎีที่สะเทือนวงการการลงทุนในปี 1935 โดยเขาได้เริ่มใช้ทฤษฎีดังกล่าวในการคาดการณ์อย่างแม่นยำเกี่ยวกับราคาหุ้นที่กำลังจะดิ่งลงต่ำสุด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรียกได้ว่าไม่มีนักลงทุนหรือเทรดเดอร์รายใหญ่ๆ รายไหนที่ไม่ใช้ทฤษฎี Elliott Wave ในการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเลย เพราะทฤษฎีนี้ได้เปลี่ยนแปลงวงการการเทรดไปตลอดกาล

โดยในภายหลัง Elliott ได้ออกมาบอกว่าทฤษฎีของเขาไม่ใช่สูตรลับที่ใช้คาดการณ์ราคาหรือพิจารณาความเคลื่อนไหวของราคาล่วงหน้า แต่มันเป็นเหมือนเครื่องมือในการประเมินพฤติกรรมของตลาดที่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขายังบอกอีกว่าวิธีที่ดีที่สุดในการใช้แพทเทิร์น Elliott Wave คือการใช้ร่วมกับ อินดิเคเตอร์ช่วยเทรด อื่นๆ รวมถึงอาศัยรูปแบบการวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่หลากหลาย ที่น่าสนใจก็คือ หลักการนี้จะแสดงผลลัพธ์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานของเทรดเดอร์ละท่าน

หลักการทำงานของแพทเทิร์น Elliott Wave

ถึงแม้ว่าทฤษฎี Elliott Wave จะถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการเทรดหุ้นโดยเฉพาะ แต่มันก็สามารถนำไปปรับใช้กับตราสารและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้เช่นกัน โดยมีหลักการทำงานสำคัญ คือ การใช้พิจารณาความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ซึ่งคาดการณ์ได้ไม่ยากเนื่องจากหุ้นมักจะมีแพทเทิร์นการวิ่งขึ้นและลงแบบซ้ำๆ เดิมๆ เราจึงเรียกแพทเทิร์นการขึ้นลงเหล่านั้นว่า 'คลื่น (wave)' และเชื่อกันว่าอารมณ์ของนักลงทุนมีอิทธิพลต่อรูปแบบคลื่นเหล่านั้น

ตัวอย่าง Elliott Wave

หลักการทำงานของคลื่นแต่ละรูปแบบนั้นแตกต่างกัน โดยจะแบ่งลักษณะของคลื่นได้ ดังนี้:

  • รูปแบบ Refinancing
  • รูปแบบ Motive
  • รูปแบบ Impulse
  • รูปแบบ Diagonale
  • รูปแบบ Corrective และคลื่นรูปแบบอื่นๆ

คลื่น Impulse และ corrective เป็น 2 รูปแบบคลื่นหลักๆ ของทฤษฎี Elliott Wave ถึงแม้จะมีคลื่นลักษณะอื่นๆ ที่ยาวกว่าอีก 2 คลื่นนี้เสมอ

คลื่น Impulse ในทฤษฎี Elliott Wave

คลื่น impulse ถือเป็นรูปแบบคลื่นที่มีความซับซ้อนมากที่สุด เนื่องจากมันประกอบไปด้วยคลื่นอื่นๆ จำนวนถึง 5 คลื่น หรือที่เรียกกันว่า "Sub-waves" นั่นเองครับ โดยคลื่นเหล่านี้จะมีทิศทางการเคลื่อนที่แบบเดียวกันเพื่อระบุแนวโน้มที่มีแรงคลื่นมากกว่า ซึ่งถึงแม้ว่าท่านจะมีประสบการณ์ด้านการเทรดไม่มากนัก ก็ยังสามารถพิจารณาคลื่นประเภทนี้ได้โดยง่าย และที่สำคัญคลื่นประเภทนี้ยังเป็นคลื่นพื้นฐานที่ก่อให้เกิดคลื่นอื่นๆ ตามมาในภายหลัง

ในการระบุหาคลื่น impulse เทรดเดอร์จะต้องพิจารณาลักษณะสำคัญ 2 ประการ ดังนี้

  1. หากคลื่นที่ 2 ลงไปตำ่กว่าคลื่นลูกแรกมากกว่า 100% แสดงว่านั่นไม่ใช่คลื่น impulse
  2. คลื่นที่ 3 จะต้องไม่สั้นกว่าคลื่นแรก คลื่น 2 และ คลื่น 5

หากคลื่นที่ท่านกำลังศึกษาไม่ตรงตามเงื่อนไขหลัก 2 ข้อที่กล่าวมานี้ แสดงว่าคลื่นนั้นไม่ใช่คลื่น impulse

คลื่น Corrective ในทฤษฎี Elliott Wave

เรียกอีกอย่างว่า "Diagonal wave" โดยคลื่น corrective นี้เกิดขึ้นมาจากคลื่น 3 ลูกที่แยกจากกัน พูดให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ การรวมตัวของ sub-wave ซึ่งเคลื่อนที่สวนทางกับเทรนด์นั่นเองครับ โดยคลื่นแพทเทิร์น corrective นี้เป็นคลื่น motive ที่มีจุดประสงค์ในการกระตุ้นตลาดให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันกับเทรนด์

ทั้งคลื่น impulse และ corrective ต่างรวมโครงสร้างกันเพื่อสร้างแพทเทิร์นคลื่นที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยผลลัพธ์ของคลื่นนั้นขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เทรดเดอร์ศึกษา ตัวอย่างเช่น หากท่านใช้กราฟ timeframe 1 ปี ท่านอาจเห็นกราฟนั้นอยู่บริเวณตรงกลางของคลื่น corrective แต่เมื่อท่านใช้กราฟ timeframe 10 ปี ท่านอาจสังเกตเห็นพัฒนาการของคลื่น impulse แทน

ดาวน์โหลด MetaTrader 4 ฟรี เพื่อศึกษา Elliott Wave

ประโยชน์ของทฤษฎี Elliott Wave

ทฤษฎี Elliott Wave กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเทรดที่ยืดหยุ่นสำหรับเทรดเดอร์ โดยสามารถนำไปใช้ได้กับสไตล์การเทรดและกลยุทธ์การเทรดแทบทุกรูปแบบ ซึ่งมีข้อดีหลักๆ มากมาย ได้แก่:

  • สามารถคาดการณ์ตลาดได้อย่างแม่นยำจากการศึกษารูปแบบคลื่น
  • เพิ่มโอกาสในการเทรดด้วยเทรนด์ที่อาจเกิดขึ้น
  • เพิ่มความมั่นใจในผลลัพธ์สำหรับการลงทุนในระยะยาว
  • รู้ทันอารมณ์ของนักลงทุนและตลาด

อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ควรพึงระลึกไว้เสมอว่าทฤษฎี Elliot Wave นั้นไม่ได้เป็นหลักการเพียงอย่างเดียวที่จะยืนยันความเคลื่อนไหวของตลาด ท่านจะต้องใช้ทฤษฎีดังกล่าวร่วมกับหลักการ, อินดิเคเตอร์, และรูปแบบกราฟอื่นๆ เพื่อข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้อง และแม่นยำมากยิ่งขึ้น MTrading ขอแนะนำให้ทุกท่านเทรดด้วยความระมัดระวังเสมอนะครับ

ขอให้เทรดเดอร์ทุกท่านโชคดีกับการเทรด แล้วอย่าลืมหมั่นเพิ่มความรู้ในการเทรดเพิ่มเติม ด้วย คลาสสอนเทรดออนไลน์ และ บทเรียนการเทรด จาก MTrading ทุกครั้งที่ท่านมีข้อสงสัยใดๆ สามารถขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้จากทีมงานของเราผ่านทาง Live Chat บนหน้าเว็บไซต์ MTrading.com/th

บทความนี้ไม่มีและไม่ควรถูกพิจารณาว่ามีคำแนะนำหรือคำปรึกษาด้านการลงทุน รวมถึงข้อเสนอหรือการชักชวนในการทำธุรกรรมใดๆ ในตราสารทางการเงิน ทั้งนี้ นักลงทุนควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

การันตีด้วยรางวัล

award1 award2 award3 award4 award5